วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีทางด้านลบ


เตือนภัย โอนเงินหมื่นซื้อ iPhone ผ่านเน็ต แต่กลับได้น้ำ 2 ขวด

เตือนภัย สั่งซื้อ iPhone 5 มือสองผ่านเน็ต ในราคา 13,000 แต่กลับได้น้ำ 2 ขวด



นับเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่เนือง ๆ จริง ๆ สำหรับกรณีการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่คนขายกลับส่งสิ่งของที่ไม่มีมูลค่าใด ๆ มาแทน ล่าสุด เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งออกมาแฉว่า น้องของเธอได้ซื้อ iPhone มือสองผ่านอินเทอร์เน็ตในราคา 13,000 บาท แต่กลับได้ขวดน้ำ 2 ขวดส่งมาที่บ้านแทน

โดยคุณ JomJam1988 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้โพสต์ลงในกระทู้พันทิปเมื่อวันที่ 19 กันยายน ระบุว่า น้องของเธอได้สั่งซื้อ iPhone 5 มือสองกับผู้ขายรายหนึ่ง ในราคา 13,000 บาท โดยผู้ขายอ้างว่า รถของเขาซ่อมอยู่ที่อู่ ไม่มีเงินไปเอารถ จึงต้องขาย iPhone 5 หาเงิน ซึ่งเมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว ผู้ขายก็ได้ส่งบัตรประชาชนพร้อมใบขับขี่มายืนยันตัวตน โดยระบุว่า คือ นายกฤษณ ลำใย ชาวจังหวัดสระบุรี


แต่เมื่อน้องของเธอโอนเงินเรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันพัสดุกล่องหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้าน ระบุชื่อผู้ส่งคือ นายกฤษณ ลำใย และเมื่อเปิดกล่องออกดูก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ภายในกล่องนั้นไม่ใช่ iPhone 5 อย่างที่สั่งซื้อไป แต่กลับเป็นชาเขียว 1 ขวด และน้ำดื่มขวดเล็กอีก 1 ขวด

แน่นอนว่าหลังจากผู้ขายไม่ทำตามข้อตกลงแล้ว ก็มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ของผู้ขาย แต่ก็พบว่าปิดเครื่องหนีไปแล้ว เจ้าทุกข์จึงต้องโร่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อย่างไรก็ดี หลังจากคุณ JomJam1988 ได้โพสต์เรื่องดังกล่าวลงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับชาวเน็ตแล้ว เธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกพันทิปอีกหลายราย และได้รับความร่วมมือจากตำรวจเป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังสามารถติดต่อกับเหยื่ออีก 2 ราย ที่ถูกผู้ขายรายเดียวกันหลอกด้วย

ทั้งนี้ ล่าสุดดูเหมือนว่าผู้ขายรายนี้อาจจะถูกนำตัวมาดำเนินคดีได้ไม่ยากแล้ว เนื่องจากตอนนี้มีการประสานไปยังผู้ใหญ่บ้านที่เขาอาศัยอยู่แล้ว โดยผู้ใหญ่บ้านเองก็เปิดเผยว่า ผู้ขายจอมตุ๋นรายนี้ก่อเหตุเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว และเมื่อสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งมีคนมาทวงเงินคืนจากการโดนโกง เดือดร้อนแม่ของเขาต้องมาชดใช้เงินให้ และแม่ของเขาก็เผยว่าครั้งต่อไปจะปล่อยให้ลูกโดนจับ ไม่ชดใช้เงินให้แล้ว


ความคิดเห็น : เราต้องพิจารณาทุกครั้งก่อนจะสั่งของออนไลน์เพราะบางครั้งอาจทำให้เสียทรัพย์สินโดนเปล่าประโยชน์และการสั่งของออนไลน์ทุกครั้งต้องดูความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โครงงานเรื่อง หน้าใสดินสอพอง



ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงงาน

1.ได้รู้สรรพคุณของสมุนไพรที่ดีต่อสภาพหน้า
2.สามารถทำครีมที่ทำจากดินสอพองมาขายเป็นธุรกิจส่วนตัวได้
3.ได้รู้วิธีการสร้างบล็อคและสามารถสืบยอดบล็อคหรือนำมาทำเป็นการเผยแพร่ความรู้อื่นๆที่เป็นประโยชน์
4.สามารภช่วยเพิ่มรายได้ขณะเรียน
5.เป็นให้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ความสามัคคี การให้อภัย และความรับผิดชอบที่จะสามารถทำให้เราอยู่ร่วมกันโดยมีความเข้าใจกันและสามารถอยู่กับผู้คนอื่นๆที่แตกต่างได้โดยไม่มีปัญหา




วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 3 เรื่อง Google Chrome

ประวัติ Google Chrome

      ประวัติ Google.com ประวัติ Google Google มาจากคำว่า Googol ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว อันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล Google Inc. เป็นบริษัทมหาชนอเมริกัน มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎใน Search Engine ของGoogle , E-mail ,แผนที่ออนไลน์,ซอฟแวร์จัดการด้านสำนักงาน,เครือข่ายออนไลน์ และ วิดีโอออนไลน์ รวมถึงการขายอุปกรณ์ช่วยในการค้นหา Google สำนักงานใหญ่รู้จักกันในนาม Google plex ตั้งอยู่ที่เมือง เมาท์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนียโดยมีพนักงาน (นับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550) 16,805 คน โดย Google เป็นบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวน์โจนส์ Google ก่อตั้งโดย แลย์รีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ขณะที่ทั้งคู่ กำลังศึกษา อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งภายหลังทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 ในโรงจอดรถของเพื่อน ที่เมนโลพาร์ค แคลิฟอร์เนีย และ มีการเสนอขายหุ้นใหม่ให้แก่ประชาชนครั้งแรกเมื่อ 19 สิงหาคม 2547 เพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท 1.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้นทาง Google ได้มีการขยายตัวตลอดเวลาจากการพัฒนาซอฟแวร์ใหม่และการซื้อกิจการอื่นเข้ามา Google ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่น่าทำงานที่สุดโดยนิตยสารฟอร์จูน ซึ่งมีคติพจน์ประจำบริษัท คือ Don’t be evil


       แลรีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้ง Google Google เริ่มก่อตั้งเมื่อ มกราคม 2539 จากโครงงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์ ของแลรีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน นักศึกษามหาวิทยาลัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากสมมุติฐานของ Search Engine ที่สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเวปไซต์ มาจัดอันดับการค้นหาที่เรียกว่า เพจแรงก์ โดยชื่อ Search Engine ที่ตั้งมาในตอนนั้น ชื่อว่า Back Rub ตามความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการลิงค์ย้อนกลับไป (Back Links) เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละ เว็บไซต์ โดยเวปไซต์ที่มีเวปไซต์อื่นเข้ามาลิงค์มากที่สุด จะเป็นเวปไซต์ที่มีความสำคัญสูงสุด และ จะถูกจัดอันดับให้ดีกว่า โดยทั้งคู่ได้ทดสอบ Search Engine โดยใช้Server ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในชื่อ Domain ว่า Google.Standford.Edu และต่อมาได้จดทะเบียนบริษัทกูเกิล (Google Inc.) ในวันที่ 7 กันยายน 2541 และชื่อ Domain Google ได้ถูกจดทะเบียนเมื่อวันที่ 15 กันยายน ในขณะเดียวกันทั้งคู่ได้ลาพักการเรียน และใช้เวลาในการพัฒนาหาเงินทุนพัฒนาจากครอบครัว เพื่อนฝูง และ นักลงทุน เป็นจำนวนเงินกว่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเช็คเงินจาก แอนดี้ เบกโทลไซม์ ผู้ก่อตั้ง ซันไมโครซิสเตมส์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 บริษัทได้ย้ายไปยังเมือง แพโลอัลโท ที่ตั้งของบริษัทคอมพิวเตอร์หลายแห่ง ซึ่งต่อมา Googleได้ย้ายบริษัทอีกครั้งไปยังเมือง เมาท์เทนวิว ไปยังสำนักงานใหญ่ในชื่อเล่นว่า Google Plex ซึ่งในปี 2543 Google ได้เปิดธุรกิจในส่วนโฆษณา ในชื่อ Adwords และ Adsense โดยเป็นการโฆษณาผ่านคำค้นหา ซึ่งทำให้ข้อความโฆษณาตรงกับความต้องการของผู้ค้นเนื้อหาในเวปไซต์ และสองส่วนนี้กลายเป็น ธุรกิจหลักของ Google ร่วมกับตัว Search Engine


     

คุณลักษณะต่างๆ ของ Google Chrome

  

ความเร็ว

   ความเร็วเร่งสร้างการเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้ Chrome จึงถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานได้รวดเร็วในทุกด้าน ตั้งแต่การเปิดใช้งานจากเดสก์ท็อป การโหลดหน้าเว็บ และการเรียกใช้เครื่องมือด้านการศึกษาที่มีคุณสมบัติมากมาย Chrome ทำงานได้เร็วแม้จะใช้กับเครื่องคุณสมบัติต่ำ ซึ่งช่วยคุณประหยัดเงินโดยการยืดอายุฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานอยู่นั่นเอง

ความปลอดภัย

   Google Chrome สำหรับการศึกษาใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น Google Safe Browsing และการทำแซนด์บ็อกซ์เพื่อช่วยป้องกันนักเรียนและครูจากเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย ไวรัส มัลแวร์ และการโจมตีแบบฟิชชิง ส่วนการป้องกันโดยการเขียนสคริปต์ทั่วไซต์ของ Chrome ก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากไซต์ที่พยายามโจมตีเครือข่ายของโรงเรียนหรือขโมยข้อมูลระบุตัวตนของผู้ใช้

Google Apps for Education

   Chrome ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่เพื่อให้ Google Apps for Education เป็นชุดผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด Chrome สนับสนุนคุณลักษณะหลายอย่างซึ่งไม่มีในเบราว์เซอร์อื่นๆ อาทิเช่น Gmail แบบออฟไลน์ เอกสาร และปฏิทิน รวมถึงการแจ้งเตือนบนเดสก์ท็อปและคุณลักษณะการแก้ไข เช่น ลากและวาง และตัดและวาง

ความเรียบง่าย

    Chrome นำไปใช้งานและจัดการได้ง่าย แทนที่จะต้องเสียเวลากับการควบคุมค่ากำหนดของเบราว์เซอร์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถกำหนดค่าและใช้งาน Chrome ได้ตามความต้องการ ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถบังคับให้นักเรียนทุกคนใช้ส่วนขยายและแอปพลิเคชันบางอย่างจาก Chrome เว็บสโตร์ผ่านทางนโยบายกลุ่ม โดยให้สิทธิแก่กลุ่มครูในการเข้าถึงแอปพลิเคชัน ส่วนขยาย และไซต์ที่แตกต่างกันโดยค่าเริ่มต้นได้

การกำหนดค่า

   Chrome เว็บสโตร์นำเสนอส่วนขยายและแอปพลิเคชันด้านการศึกษาและการทำงานร่วมกันต่างๆ หลายร้อยรายการที่คุณสามารถนำไปจัดชุดร่วมกับ Chrome และแจกจ่ายให้กับนักเรียนและครูได้ การสนับสนุน HTML5 อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องอัปเกรดระบบปฏิบัติการทำให้นักเรียนและครูสามารถเรียกใช้เว็บแอปพลิเคชันประสิทธิภาพเยี่ยมที่รองรับการปรับขนาดบน Windows, OSX และ Linux ได้

การอัปเกรด

    การนำ Chrome ไปใช้จะให้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดีกว่าโดยไม่ต้องอัปเกรดระบบปฏิบัติการหรือซื้อซอฟต์แวร์ไคลเอ็นต์ที่มีราคาแพง เก็บเบราว์เซอร์ปัจจุบันของคุณไว้เพื่อเรียกใช้แอปพลิเคชันเก่าใน Internet Explorer และใช้ Chrome ทั่วทั้งโรงเรียนของคุณเพื่อช่วยดูแลส่วนที่เหลือ






วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่2

เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) หมายถึง อะไร?

      เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ








การทำงานของเว็บเบราว์เซอร์

       การทำงานของบริการ WWW นี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับบริการอื่นๆ ของอินเทอร์เน็ต คืออยู่ในรูปแบบไคลเอ็นต์-เซิร์ฟเวอร์ (client - server) โดยมีโปรแกรมเว็บไคลเอ็นต์ (web client) ทำหน้าที่เป็นผู้ร้องขอบริการ และมีโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server) ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ โปรแกรมเว็บไคลเอ็นต์ก็คือโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (web browser) นั่นเอง สำหรับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นจะถูกติดตั้งไว้ในเครื่องของผู้ให้บริการเว็บไซต์ การิดต่อระหว่างโปรแกรมเว็บบราวเซอร์กับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์จะกระทำผ่านโปรโตคอล HTTP (Hypertext Transfer Protocol)
สำหรับเว็บเพจธรรมดาที่โดยปกติมีนามสกุลของไฟล์เป็น htm หรือ html นั้น เมื่อเราใช้เว็บบราวเซอร์เปิดดูเว็บเพจใด เว็บเซิร์ฟเวอร์ก็จะส่งเว็บเพจนั้นกลับมายังบราวเซอร์ จากนั้นบราวเซอร์จะแสดงผลไปตามคำสั่งภาษา HTML (Hypertext Markup Language) ที่อยู่ในไฟล์


จะเห็นได้ว่าเว็บเพจดังรูปเป็นเว็บเพจที่มีลักษณะ static กล่าวคือ ผู้ใช้จะพบกับเว็บเพจหน้าตาเดิมๆ ทุกครั้งจนกว่าผู้ดูแลเว็บจะทำการปรับปรุงเว็บเพจนั้น นี่คือข้อจำกัดอันมีต้นเหตุมาจากภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้อธิบายหน้าตาของเว็บเพจ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ HTML สามารถกำหนดให้เว็บเพจมีหน้าตาอย่างที่เราต้องการได้ แต่ไม่ช่วยให้เว็บเพจมี "ความฉลาด" ได้

การสร้างเว็บเพจที่มีความฉลาดสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การฝังสคริปต์หรือชุดคำสั่งที่ทำงานทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (server-side script) ไว้ในเว็บเพจ



จากรูปเป็นการทำงานของเว็บเพจที่ฝังสคริปต์ภาษา PHP ไว้ (ขอเรียกว่า ไฟล์ PHP) เมื่อเว็บบราวเซอร์ร้องขอไฟล์ PHP ไฟล์ใด เว็บเซิร์ฟเวอร์จะเรียก PHP engine ขึ้นมาแปล (interpret) และประมวลผลคำสั่งที่อยู่ในไฟล์ PHP นั้น โดยอาจมีการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือเขียนข้อมูลลงไปยังฐานข้อมูลด้วย หลังจากนั้นผลลัพธ์ในรูปแบบ HTML จะถูกส่งกลับไปยังบราวเซอร์ บราวเซอร์ก็จะแสดงผลตามคำสั่ง HTML ที่ได้รับมา ซึ่งย่อมไม่มีคำสั่ง PHP ใดๆ หลงเหลืออยู่ เนื่องจากถูกแปลและประมวลผลโดย PHP engine ที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ไปหมดแล้ว

ให้สังเกตว่าการทำงานของบราวเซอร์ในกรณีนี้ไม่ต่างจากกรณีของเว็บเพจธรรมดาที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้เลย เพราะสิ่งที่บราวเซอร์ต้องกระทำคือ การร้องขอไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นก็รอรับผลลัพธ์กลับมาแล้วแสดงผล ความแตกต่างจริงๆ อยู่ที่การทำงานทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งกรณีหลังนี้ เว็บเพจที่เป็นไฟล์ PHP จะผ่านการประมวลผลก่อน แทนที่จะถูกส่งไปยังบราวเซอร์เลยทันที

การฝังสคริปต์ PHP ไว้ในเว็บเพจ ช่วยให้เราสร้างเว็บเพจแบบ dynamic ได้ ซึ่งหมายถึงเว็บเพจที่มีเนื้อหาสาระและหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปได้ในแต่ละครั้งที่ผู้ใช้เปิดดู โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ เช่น ข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมาให้ หรือข้อมูลในฐานข้อมูล เป็นต้น



ตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์







Netscape   



โปรแกรม Internet Explorer เรียกย่อๆ ว่า IE เป็นโปรแกรมเบราเซอร์ที่ใช้ในการเปิดเว็บเพจในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็น Application Software ที่ผลิตโดยบริษัท Microsoft
โปรแกรมอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) ซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ของไมโครซอฟท์ ได้มาแทนที่โปรแกรมเน็ตสเคปเนวิเกเตอร์ (Netscape Navigator)





Firefox เป็นเบราว์เซอร์ประเภทกราฟิก 









วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ใบงานที่1

ความหมายของอินเทอร์เน็ต

      อินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นย่อมาจากคำว่า International network หรือ Inter Connection network หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมโยงด้วย TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เดียวกันเป็นข้อกำหนด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน วิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายด้วยโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อถึงกันได้




ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
      
     การเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตของประเทศไทยมีจุดกำเนิดมาจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า "แคมปัสเน็ตเวอร์ก" ( Campus Network ) เครือข่ายดัง กล่าวได้รับการสนับสนุนจาก "ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ" ( NECTEC ) จนกระทั่งได้ เชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2535 พัฒนาการ ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยใช้ E-mail ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยเริ่มที่ "มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่" เป็นแห่งแรก และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียในช่วงเวลาต่อมา ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อ แบบ On-line หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ด้วย E-mail โดยใช้ระบบ MSHnet ละ UUCP โดยทางออสเตรเลียจะโทรศัพท์เชื่อมเข้ามาสู่ระบบวันละ 2 ครั้ง ในปีถัดมา NECTEC ซึ่งอยู่ภายใต้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ( ชื่อเดิมในขณะนั้น ) ได้จัดสรรทุนดำเนินโครงการ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสถาบันอุดมศึกษา โดยแบ่ง โครงการออกเป็น 2 ระยะ การดำเนินงานใน

ระยะแรกเป็นการเชื่อมโยง 4 หน่วยงาน ได้แก่

- กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ระยะที่สองเป็นการเชื่อมต่อสถาบันอุดมศึกษาที่เหลือ คือ


- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรี
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยา เขตพระนครเหนือ
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่